สารบัญ
“หลุมสิวหายเองได้ไหม?” เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาผิวหลังจากสิวอักเสบหายไปแล้ว พบว่าทิ้งรอยลึก ไม่เรียบเนียนไว้บนใบหน้า หลุมสิวเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่รักษายาก และอาจอยู่กับเราได้นานหากไม่ดูแลอย่างถูกวิธี
ในบทความนี้เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า หลุมสิวเกิดจากอะไร, มีโอกาสหายเองหรือไม่, รวมถึงแนะนำ แนวทางรักษาหลุมสิว ทั้งด้วยตัวเองและทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้คุณวางแผนฟื้นฟูผิวได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
หลุมสิวคืออะไร?
หลุมสิว (Acne Scar) คือ รอยแผลเป็นที่เกิดจากการอักเสบรุนแรงของสิว เช่น สิวอักเสบ สิวหัวหนอง หรือสิวซีสต์ ที่ไปทำลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ส่งผลให้เกิดผิวบุ๋ม ผิวเว้า ซึ่งไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ตามปกติ
หลุมสิวมักจะเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ
- สิวอักเสบรุนแรง: ส่งผลให้คอลลาเจนเสียหายลึก
- การบีบ แกะ เกาสิว: กระตุ้นให้การอักเสบลุกลามมากขึ้นและลึกถึงชั้นหนังแท้
หลุมสิวมีกี่ประเภท?
ก่อนจะตอบว่า “หลุมสิวหายเองได้ไหม” เราควรเข้าใจประเภทของหลุมสิวก่อน เพราะแต่ละแบบมีระดับความลึกและแนวทางรักษาต่างกัน
1. Ice Pick Scar (หลุมแหลมลึก)
ลักษณะ: เป็นรูเล็ก ๆ ลึก เหมือนถูกจิ้มด้วยเข็ม
การรักษายากที่สุด มักต้องใช้วิธีการเจาะผิวหรือเลเซอร์แบบลึก
2. Boxcar Scar (หลุมขอบชัด)
ลักษณะ: เป็นหลุมรูปทรงเหลี่ยม ขอบชัด อาจตื้นหรือลึก
สามารถฟื้นฟูด้วยเลเซอร์ หรือการลงสารเติมเต็มได้ผลดี
3. Rolling Scar (หลุมตื้น ขอบมน)
ลักษณะ: ผิวเว้าแบบคลื่น ดูไม่เรียบแต่ไม่มีขอบชัด
มักตอบสนองดีต่อทรีตเมนต์กลุ่ม Microneedling, Subcision
หลุมสิวหายเองได้ไหม?
หายเองได้ “บางส่วน” ในกรณีที่…
- เป็นหลุมตื้นมาก: ผิวอาจสามารถซ่อมแซมตัวเองได้หากยังมีการสร้างคอลลาเจนใหม่
- อายุยังน้อย + ผิวแข็งแรง: ระบบฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติยังทำงานได้ดี
- ดูแลทันทีหลังสิวหาย: เช่น การใช้วิตามิน C, เรตินอล, กันแดดอย่างเคร่งครัด
แต่ “ส่วนใหญ่” ไม่หายเอง หาก…
- เป็นหลุมลึก (Boxcar, Ice pick) ที่เกิดจากการอักเสบลึก
- ไม่ได้รับการกระตุ้นการฟื้นฟู เช่น ไม่ใช้สกินแคร์ ไม่มีการผลัดเซลล์ผิว
- ปล่อยไว้นาน: ยิ่งเวลาผ่านไป ผิวจะสูญเสียความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง
วิธีดูแลหลุมสิวเบื้องต้นด้วยตัวเอง
แม้ว่าหลุมสิวลึกอาจต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยฟื้นฟู แต่การเริ่มดูแลผิวตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการ ลดความรุนแรงของหลุมสิว และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ โดยแนวทางพื้นฐานมีดังนี้:
1. ป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิวเพิ่ม
- ห้ามบีบสิว แกะสิว หรือกดเอง:
การบีบสิวโดยไม่มีความรู้เรื่องเทคนิคที่ถูกต้อง จะกระตุ้นให้สิวอักเสบลุกลามลึกลงไปในชั้นหนังแท้ และเกิดพังผืดดึงรั้งผิว ทำให้เกิดหลุมสิวลึกในอนาคตได้ง่าย ยิ่งบีบแรงจนมีเลือดหรือหนองออกมา ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดหลุมแบบถาวร - รีบดูแลสิวอย่างถูกต้อง:
ควรเริ่มรักษาทันทีตั้งแต่สิวเริ่มแดงหรือเจ็บ เช่น ใช้ยาแต้มสิวที่มีส่วนผสมอย่าง Benzoyl Peroxide, Salicylic Acid หรือ Retinoid (ตามคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกร) เพื่อลดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้สิวลุกลามไปจนถึงจุดที่สร้างหลุม
2. ใช้สกินแคร์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
การฟื้นฟูหลุมสิวเริ่มต้นได้ด้วยการกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและเพิ่มการสร้างคอลลาเจน โดยการเลือกใช้สกินแคร์อย่างถูกต้อง
- เรตินอล / เรตินัล (Retinol / Retinal):
เป็นอนุพันธ์ของวิตามิน A ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว และลดการสะสมของเม็ดสีรอยสิวอีกด้วย แต่ควรเริ่มใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคือง - วิตามิน C (Ascorbic Acid):
มีคุณสมบัติช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และต้านอนุมูลอิสระ เหมาะกับการใช้ร่วมกับเรตินอลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูรอยหลุมสิว - Niacinamide (วิตามิน B3):
มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผิว ลดรอยแดงรอยดำ และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) โดยเฉพาะในผิวที่ผ่านการอักเสบจากสิวหนัก ๆ มาก่อน - AHA / PHA (กรดผลไม้อ่อน):
ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นบนให้ดูเรียบเนียนขึ้นอย่างอ่อนโยน เหมาะสำหรับการใช้ในผิวที่มีหลุมสิวตื้น ๆ หรือมีปัญหาผิวไม่เรียบเสมอกัน โดย PHA จะอ่อนโยนกว่า AHA เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
3. ใช้กันแดดทุกวัน
- กันแดด SPF50+ PA++++ คือสิ่งสำคัญที่สุดที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงที่ผิวกำลังฟื้นฟู รังสี UV จะกระตุ้นการสร้างเม็ดสีใต้ผิว ทำให้ รอยสิวและหลุมสิวดูเข้มขึ้น และฟื้นตัวยากขึ้น
- ควรเลือกกันแดดที่ สูตรไม่อุดตันรูขุมขน (Non-comedogenic) และเหมาะกับผิวเป็นสิว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวใหม่ และใช้ซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงหากออกแดดนาน
วิธีรักษาหลุมสิวทางการแพทย์
เมื่อหลุมสิวลึกจนการใช้ครีมไม่ตอบสนอง หรืออยู่มานานจนกลายเป็นพังผืดถาวรแล้ว การรักษาทางการแพทย์จะช่วยให้ฟื้นฟูได้ชัดเจนขึ้น โดยแต่ละวิธีเหมาะกับหลุมสิวต่างประเภท ดังนี้:
1. Fractional RF
หลักการ: ใช้เครื่องมือที่ส่งคลื่น RF บนผิวเพื่อสร้าง “บาดแผลจิ๋ว” กระตุ้นการซ่อมแซมผิว → ส่งสัญญาณให้สร้างคอลลาเจนใหม่
เหมาะกับ: หลุมตื้น, rolling scar, รอยไม่สม่ำเสมอ
ข้อดี: ฟื้นตัวไว ราคาย่อมเยา
ระยะเวลาผล: เห็นผลหลังทำ 3–4 ครั้ง โดยเว้นระยะ 4 สัปดาห์/ครั้ง
2. Subcision
หลักการ: ใช้เข็มพิเศษเข้าไปใต้ผิวเพื่อตัดพังผืดที่รั้งหลุมสิวไว้ ทำให้หลุมเด้งขึ้น ผิวดูเรียบขึ้น
เหมาะกับ: Rolling scar ที่ลึก มีพังผืดใต้ผิว
ข้อดี: เห็นผลชัดเจนมาก โดยเฉพาะเมื่อทำร่วมกับฟิลเลอร์หรือ PRP
ระยะเวลาผล: อาจมีรอยเข็ม/ช้ำเล็กน้อย ฟื้นตัวได้ใน 3–7 วัน
3. Fractional Laser (CO2 / Erbium YAG)
หลักการ: ยิงเลเซอร์ลึกเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วผิวเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างผิวใหม่
เหมาะกับ: Boxcar และ Ice pick scar
ข้อดี: ช่วยให้ผิวเนียนขึ้นในระดับลึก เหมาะกับผู้ที่ไม่มีปัญหาแพ้ง่าย
ข้อควรระวัง: ต้องพักฟื้นผิว 3–7 วัน และควรงดแดดหลังทำอย่างเคร่งครัด
4. PRP (Platelet-Rich Plasma)
หลักการ: ใช้เลือดของตัวเองปั่นแยกเกล็ดเลือดเข้มข้น แล้วฉีดกลับเข้าไปในผิว → ฟื้นฟูเซลล์ กระตุ้นคอลลาเจน
เหมาะกับ: ทำร่วมกับ microneedling หรือเลเซอร์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพ
ข้อดี: ลดการอักเสบ ฟื้นฟูผิวเร็ว ลดระยะเวลาพักฟื้นหลังเลเซอร์
5. TCA CROSS (Trichloroacetic Acid)
หลักการ: ใช้กรด TCA ความเข้มข้นสูงแต้มเฉพาะในหลุม → กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่
เหมาะกับ: Ice pick scar หรือหลุมแหลมลึกมาก
ข้อดี: ช่วยกระตุ้นผิวเฉพาะจุด ลดโอกาสเกิดแผลบริเวณอื่น
ข้อควรระวัง: ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น ห้ามแต้มเองเด็ดขาด เพราะเสี่ยงเกิดแผลไหม้
6. ฟิลเลอร์ (HA – Hyaluronic Acid)
หลักการ: ฉีดสารเติมเต็มชั่วคราวบริเวณใต้หลุม เพื่อให้ผิวดูเต็มขึ้นทันที
เหมาะกับ: หลุม boxcar ที่มีความลึกชัดเจน
ข้อดี: เห็นผลทันที ไม่ต้องรอหลายครั้ง
ข้อเสีย: ผลอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน ต้องฉีดซ้ำ
หากคุณไม่แน่ใจว่าหลุมสิวของคุณเป็นแบบใด หรือควรเริ่มจากวิธีใด ควรให้แพทย์ประเมินเฉพาะบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณที่สุด
ป้องกันไม่ให้หลุมสิวเกิดขึ้นซ้ำ
1. รักษาสิวให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
อย่าปล่อยให้สิวอักเสบรุนแรงหรือเรื้อรัง เพราะยิ่งอักเสบลึกเท่าไร โอกาสกลายเป็นหลุมสิวยิ่งสูง ควรรีบใช้ยาแต้มหรือปรึกษาแพทย์
2. ห้ามบีบสิวเอง
การบีบสิวโดยไม่ถูกวิธีจะดันหนองและเชื้อโรคลึกลงไปในผิว ทำให้เกิดพังผืดและหลุมสิวถาวร
3. รักษารอยสิวทันที
รีบใช้เจลแต้มรอยแดงหรือรอยดำเพื่อเร่งการฟื้นฟูผิว ป้องกันไม่ให้รอยลึกกลายเป็นหลุม
4. ทากันแดดทุกวัน
รังสี UV ทำให้รอยสิวเข้มขึ้น แผลหายช้า และอาจพัฒนาเป็นหลุมหรือรอยถาวรได้
5. พบแพทย์หากสิวไม่หาย
ถ้ารักษาเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรให้แพทย์ดูแล เพื่อควบคุมสิวไม่ให้รุนแรงจนเกิดหลุมในอนาคต
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Q: หลุมสิวหายเองได้ไหม ถ้าไม่ลึกมาก?
A: ถ้าเป็นหลุมตื้น ๆ หรือหลุมใหม่ มีโอกาสฟื้นตัวได้บ้างด้วยตัวเอง แต่ต้องดูแลดีและใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมร่วมด้วย
Q: ใช้สกินแคร์อย่างเดียวพอไหม?
A: ถ้าหลุมไม่ลึกมาก สกินแคร์ที่มีเรตินอล วิตามิน C และ AHA อาจช่วยได้ แต่ถ้าหลุมลึก แนะนำให้พบแพทย์เพื่อการรักษาเพิ่มเติม
Q: ทำเลเซอร์รักษาหลุมสิวเจ็บไหม?
A: ขึ้นอยู่กับชนิดเลเซอร์ ส่วนใหญ่จะทายาชาก่อน ทำให้เจ็บน้อยลง และมักมีอาการแดง ลอกหลังทำเล็กน้อย
Q: รักษาหลุมสิวกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
A: โดยทั่วไปต้องทำหลายครั้ง เช่น 3–6 ครั้งขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความลึกและประเภทของหลุมสิว
มีปัญหาหลุมสิว รักษาอย่างตรงจุดที่ The One Clinic
หลุมสิวหายเองได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความลึกและการดูแลผิว หากเป็นหลุมตื้น มีโอกาสฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง แต่หากเป็นหลุมลึกหรือเรื้อรัง การรักษาทางการแพทย์ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การป้องกันยังคงสำคัญที่สุด — หากคุณเริ่มจากการรักษาสิวให้ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะ และดูแลผิวอย่างเหมาะสม ก็สามารถลดโอกาสการเกิดหลุมสิวได้มาก
หากคุณต้องการคำปรึกษาหรือวางแผนการรักษาหลุมสิวแบบเฉพาะบุคคล The One Clinic พร้อมให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง พร้อมนวัตกรรมที่ทันสมัย เช่น เลเซอร์ฟื้นฟูหลุมสิว, PRP, Microneedling, Subcision ฯลฯ เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

